| นัดถา님의 프로필เล่นกับนัด...นัดเลียปาก사진블로그리스트 | 도움말 |
เล่นกับนัด...นัดเลียปากonly GOD can save me !! and HE did ~~ in GOD we trust *+* 5월 18일 D-Day whoaaaa !!!!3월 25일 อยากอะไรก็ไม่รู้7월 14일 japan trip iiiเหมือนเดิม ขี้เกียจทำใหม่นะจ๊ะ
ก๊อบมาโลด ..
***
หลังจาก DAY 6 นะคะ ที่ค้างไว้ว่าจะนั่งรถไฟกลับ
ก็คือว่านั่งกลับจากซัปโปโร ไปสถานี Ueno ที่โตเกียวค่ะ รถไฟขบวนที่นั่งนี้เป็นรถเที่ยวพิเศษค่ะ ที่พิเศษก็คือ เป็นรถไฟรุ่นเก่า ที่เค้าอนุรักษ์เอาไว้ ซึ่งตั๋วเนี่ยจองบากมากๆค่ะ รู้สึกเค้าจะเรียกว่า claasiopia อ่ะค่ะ เป็นรถนอน ที่จริงอยากนั่งพวกหัวกระสุนมากกว่า เพราะว่ามันเร็วดี แต่ว่าจากซัปโปโรมาโตเกียวเนี่ย มันไม่มีพวกหัวกระสุนเลยค่ะ เนื่องจากว่าพวกหัวกระสุนเนี่ย วิ่งด้วยความเร็วที่สูงมากๆ รางจึงต้องเป็นรางพิเศษ ซึ่งเป็นรางรุ่นใหม่ ทำให้จากซัปโปโรมาโตเกียวยังไม่มีค่ะ เพราะว่าระยะทางต้องวิ่งลงอุโมงค์ใต้ทะเล ซึ่งยังเป็นรางแบบเก่าอยู่ มาต่อกันที่ความพิเศษของคลาสิโอเปียกันค่ะ หัวรถจักรเนี่ย ยังเป็นรุ่นดั้งเดิมอยู่เลย จะมีตู้สองแบบด้วยกันคือตู้แบบใหม่ กับ ตู้แบบเก่า ซึ่งตู้แบบใหม่เนี่ย ตั๋วจองยากมากกกก ยิ่งเป็นช่วง golden week ของเค้านะคะ จองล่วงหน้าประมาณ 6 เดือนกันเลย (golden week คือวันหยุดแห่งชาติ ที่ติดต่อกันประมาณ 5-10วันค่ะ ก็ประมาณสงกรานต์บ้านเรา ซึ่งอยู่ประมาณเดือน เมษา-พฤษภา ของทุกปี) ส่วนตู้ที่นัดจองได้ และแย่งชิงมานั้น เป็นตู้แบบเก่าค่ะ คือห้องเดี่ยว ... ซึ่งแคบมากๆ ยืดขายังไม่ค่อยจะได้เลยค่ะ ที่พิเศษกว่านั้น รถไฟขบวนนี้มีตู้เสบียง ที่เสิร์ฟแบบฝรั่งเศสเลย แต่ว่า แพงโคตรรรรรรรร ดังนั้น ซื้อเบนโตะ ขึ้นไปกิน ได้อารมณืกว่าเยอะเลยค่ะ แถมสบายกระเป๋าด้วย ออกจากซัปโปโร ประมาณ 5 โมงครึ่งค่ะ ![]() ก็ไปถึงอูเอโนะ ประมาณ 9 โมงเช้าของอีกวันนึง นี่ค่ะ ตู้ที่นัดได้มา คือถ้านั่งบนเตียง แล้วยืดขาไปหาผนัง นัดไม่สามารถยืดได้อ่ะค่ะ ต้องงอๆขาหน่อย แคบมากๆค่ะ เค้ามียูคาตะให้เปลี่ยนด้วยค่ะ ![]() นี่ตั๋วค่ะ ของแท้ต้องมี 2 ใบ ต่อ 1 ที่นั่งนะคะ ![]() *ยูคาตะเป็นชุดที่ใส่น้อยชั้นกว่ากิโมโนนะคะ ซึ่งยูกาตะนั้นมีหลายแบบ ตั้งแต่มีไว้ใส่นอนจนถึง ใส่มางานเทศกาล พอมาถึงโตเกียว ก็ประมาณ 9 โมงครึ่งค่ะ ที่อุเอโนะ ก็ต่อ taxi (อีกครั้ง) เพื่อเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมแถว shiodome ค่ะ (ย่านนี้สะดวกสบายมากๆค่ะ แนะนำๆ) กว่าจะเก็บของเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบ 11 โมง เลยนั่งรถไปจากสถานี shimbashi ไปยัง asakusa ย่านที่ได้ยินภาษาไทยไฟแล่บเลยค่ะ นั่งไปประมาณ 20 นาที เพื่อจะไปกินข้าวหน้าเทมปุระ (tendon) ที่หน้าวัดเซ็นโจจิค่ะ (หรือวัด asakusa ที่มีโคมแดงๆ) ไปถึงร้านยังไม่เปิดค่ะ ร้านเค้าเปิด 11โมงครึ่ง ก็ไปถ่ายรูปเล่นหน้าวัดกันก่อน ![]() ![]() โคมแดงๆอันใหญ่นี่ panasonic เป็น sponsor หลักเลยนะคะ ส่วนตอนที่ไปเนี่ยเป็นหน้าร้อน ทางวัดเลยมีเทศกาลหน้าร้อนค่ะ ก็จะเป็นออกร้านขายของ ซึ่งจะมีรานเล็กแบบงานวัดอ่ะค่ะ มาเปิดร้าน ![]() ก่อนจะเข้าวัด ก็เจอกับกิเลสกันซักหน่อยยยย ![]() แถวนี้ ได้ยินภาษาไทยมากที่สุดเลยค่ะ ตั้งแต่ไปทริปนี้มา ไปไหนก็เจอคนไทย อุ่นใจดีค่ะ นี่ค่ะร้านที่เราจะไปกินเท็นด้งกัน ร้านนี้เปิดมานานมากค่ะ เป็นร้อยปีเลย อยู่มาคู่กับวัดเซ็นโจจิ ดังมากๆค่ะ เป็นตึกประมาณ 5 ชั้นได้ ขายแต่ เท็นด้ง และเทมปุระเท่านั้น ![]() หาไม่ยากค่ะ หันหน้าเข้าหาโคมแดงๆของวัดนะคะ ร้านจะอยู่ขวามือพอดีเลย ![]() เคล็ดลับของร้านนี้เค้าอยู่ที่น้ำมันที่ใช้ทอดค่ะ ถือเป็นความลับขั้นสุดยอด เจ้าของร้านจะมาผสมน้ำมันในครัวคนเดียว ห้ามใครเข้าไปทุกเช้าเลยค่ะ ![]() จะให้อร่อยขั้นสุด ต้องทานกับผักดองที่ให้มาค่ะ พูดแล้วน้ำลายไหล ![]() อีกอย่าง ชาที่นี่เค้าหอมดีค่ะ ดื่มแลวมันชื่นใจ ไม่ใช่ชาเขียวใสแจ๋วแบบที่ร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเราชอ บทำกัน อีกนิดค่ะ หน้าวัดจะมีบริการสามล้อ ที่คนลากอ่ะค่ะ ราคาอาจจะแพงนิดนึง แต่ว่าถ้าลองดูเป็นประสบการณ์ก็สนุกดีนะคะ เพื่อนตุ้ดนัดบอกว่า แค่เห็นคนลากก็คุ้มแล้ว เพราะว่า dark tall & handsum ทุกคนเลยค่ะ อีกอย่าง ทางด้านซ็ยมือของวัดค่ะ (ถ้าหันหน้าเข้าหาโคมแดง) จะมีร้าน 100 เยนอยู่ค่ะ ร้านนี้ของเค้าเยอะดีค่ะ ร้านนี้ร้านประจำนัดเลยค่ะ แต่อีกนิดนึง ที่บอกว่า 100 เยนนี่ ยังไม่รวม tax นะคะ พอรวม tax แล้วจะเป็น 105 เยนค่ะ อย่าตกใจ อ่า..... จบ DAY 7 แล้วนะคะ นิดนึงกับเท็นด้งค่ะ เซ็ทที่สั่งมาก็จะมี กุ้ง 1 ตัว
ปลาหมึก 1 ชิ้น ปลา 1 ชิ้น มะเขือม่วง 1 ชิ้น แล้วก็ผักทอดอีก 1 ชิ้นค่ะ ปลาสดมากกกกกกกก ไม่มีเหม็นคาวเลย ปลาหมึกก็ไม่เหนียวค่ะแล้วที่ประทับใจคือ เค้าให้แบบ ปลาเป็นปลาเลยค่ะ ไม่ขี้เหนียวเครื่อง ส่วนรถไฟ ที่ต้องลอดอุโมงค์ใต้ทะเล ก็เพราะว่า ซัปโปโรอยู่เกาะ ฮอคไกโด โตเกียวอยู่เกาะฮอนชู คือญี่ปุ่นเนี่ย แบ่งออกเป็นสามเกาะใหญ๋ๆด้วยกัน ฮอคไกโด ฮอนชู คิวชู อ่ะค่ะ จะข้ามเกาะ ก็เลยต้องลอดใต้ทะเล แบบว่าอยากถ่ายรูปมากๆ แต่ว่าดันมาลอดใต้ทะเลเอาตอนประมาณเกือบตี 1 จังหวะนั้นมือถือกล้องแล้ว แต่ว่าหลับสนิทเลย มาต่อกันที่ DAY 8 ( kamakura - hase - hiratsuka ) ค่ะ ให้เครดิตกันก่อน คราวนี้คุณไก้ด์กิตติมาศักดิ์ น้าป๋วย น่ะเอง
คำบรรยาย จำๆน้าเค้ามานะคะ
หากนัดจำผิดยังไง อธิบายผิดยังไง
ก็ ขอโทษก้าบบบบบบบบ
ตอนเช้าออกจากโรงแรม 8.30 เพื่อจะไปสถานี shimbashi ให้ทัน 9 โมง เพื่อเจอน้าป๋วย (ที่จริง shimbashi เค้าจะเรียกกันว่า ginza 9 นะคะ แต่ว่าถ้าดูในแผนที่ ginza 9 จะไม่มีค่ะ เพราะว่า shimbashi เนี่ย เป็นย่านเก่า และไม่ hi-so เท่ากินซ่าค่ะ ดังนั้น ถ้าจะไปชิมบาฉิ แต่อยากดูไฮโซ ขึ้นมา จะบอกว่า ไปกินซ่า 9 แทนค่ะ) เพื่อจะนั่งรถไฟต่อไปยัง kamakura คามาคุรนี่เป็นเมืองเก่านะคะ เนื่องจากว่าตอนสมัยเอโดะเนี่ย โชกุนอะไรซักอย่างอ่ะค่ะ เค้าไปตีเมืองโตเกียวเนี่ย เป็นเมืองหลวงแห่งให่ม โชกุนคนเดิมีท่ครองเมืองหลวงแห่งเก่า (จำไม่ได้ว่าเมืองอะไรค่ะ )ซึ่งกำลังจะหมดอำนาจ จึงมาตั้งเมืองคามาคุระเนี่ย เป็นเมืองของตัวเอง งงกันมั้ยคะ นัดเริ่มงงๆและ คามาคุระจึงเป็นเมืองที่สวยงาม น่ารัก เล็กๆ และมีเสน่ห์มากมาย ซึ่งตอนนี้ก็กลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยว อย่างเต็มตัว สองข้างทางจึงเต็มไปด้วย ร้านค้ามากมายเลยค่ะ ซึ่งจะขายกันตั้งแต่ ขนมญี่ปุ่น ไอติม รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ไล่ไปจนถึงร้านขายเนื้อ ซึ่งของดังของเมืองนี้เป็น kamakura ham อร่อยมากค่ะ นิยมซื้อเป็นของฝากเลย ![]() แว้บไปเจอ การ์ตูนในดวงใจ เรื่องนี้ชอบมากๆ ![]() โดยเฉพาะ แบคทีเรียแมนนี่ ขวัญใจเลยค่ะ ![]() อากาศตอนที่ไปนี่ก็ร้อนใช้ได้เลยนะคะ เหงื่อตก แต่ว่าถ้าไปตอนฤดูใบไม่รวงเนี่ย จะสวยกว่านี้มากๆเลยค่ะ หรือว่ามาตอนช่วงซากุระบาน จะสุดยอดแห่งความโรแมนติกเลย เพราะว่าเมืองนี้ ตรงกลางถนนจะปลูกซากุระเป็นแนว คู่ ไปตลอดเส้นเลยค่ะ และเมืองนี้ดังเรื่องวัด ศาลเจ้า ทุกบ้านจึงมีเคร่องรางปะไว้ค่ะ ![]() สามล้อลาก อีกแล้ว (แต่คนลากหน้าตาไม่ดีเท่าในโตเกียว )![]() เราจะเริ่มกันที่ศาลเจ้ากันก่อนนะคะ (ที่จริงมาคามาคุระเนี่ย จะต้องมาไหว้ไดบุทสึค่ะ ) ทางเข้าศาลเจ้า ต้นอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าใบมันสวยมากๆเลยค่ะ ![]() ยันอะไรซักอย่าง ![]() ส่วนอันนี้ราวผูกใบเซียมซีค่ะ คือถ้าได้ไม่ดี เค้าจะเอามาผูกไว้ค่ะ เหมือนคนไทยที่ไม่เอากลับบ้าน ![]() ศาลเจ้าค่ะ ต้องเดินขึ้นเนินไปเล็กน้อย ![]() ศาลเจ้านี้ดังเรื่องงานแต่ง กับมาขอพรให้เด็กแรกเกิดค่ะ คือคล้ายรับศีลของทางคริสเลย ![]() วันที่ไป เจองานแต่งพอดีค่ะ (ไม่ได้โชคดีอะไรหรอกค่ะ เพราะว่าไม่ใช่ว่าอยากแต่งวันที่เท่านี้จะได้แต่งนะค ะ เพราะว่าจะแต่งงานที่ศาลเจ้านี้ ต้องมี waiting list ค่ะ ซึ่งจะยาวมาก ประมาณ 3-4 เดือน ดังนั้นจึงมีงานแต่งกันทุกวันเลยค่ะ ยกเว้นวันที่อากาศไม่อำนวยจริงๆเท่านั้น) << ในวงเล็บ น้าป๋วยบอกมาอีกที ![]() เจอหมามีบุญอีกแล้ว ![]() ประรัมพิธี ตกแต่งแบบ full option ค่ะ ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() การเป็นพระที่นี่ ไม่ใช่ใครศรัทธา แล้วขอบวชแบบบ้านเรานะคะ พระที่นี่จะสืบทอดตำแหน่งกันตามสายเลือดค่ะ คือต้องเป็น pure blood จากทางพ่อเท่านั้นค่ะ เป็นพระที่นี่ ถือว่าสบายมากๆค่ะ เพราะว่าพระสามารถมีภรรยาได้ เพราะว่าต้องการมีลูก ไว้สืบตำแหน่ง ดื่มเหล้าก็ได้ อีกอย่าง เป็นพระที่นี่รวยมากๆนะคะ เพราะว่าจ่ายภาษีได้ในอัตราที่ถูกกว่า อย่างงานแต่งงานนี่ ทางวัดมี rate กำหนดไว้เลยนะคะ ว่า 1 ล้านเยน มาขอพรให้เด็กแรกเกิด กี่เยน ก้ว่ากันไป ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ต้องแล้วแต่ศรัทธาของผู้บริจาค แล้วไหนจะขายเครื่องราง อีกอันละ 500-600 เยน (คือถ้าพระมีลูกเป็นผู้หญิง ก็จะมาขายของภายในวัดอ่ะค่ะ ถ้าลูกชาย ก็จะเป็นพระสืบต่อไป) ![]() นี่ค่ะ พิธีขอพรให้เด็กน้อย คุณพ่อจะต้องอุ้มไว้ค่ะ ![]() วันที่ไป เนื่องจากเป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันทรรศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่นค่ะ เนื่องจากทุกวันศุกร์ เด็กที่นี่จะเลิกครึ่งวันค่ะ คุณครูเลยพามาทรรศนศึกษากัน ^^^^
น้าป๋วยพากย์มาค่ะ
วันนี้ก็เช่นกัน แก๊งเด็กน้อย ทั้งวัดเลยค่ะ ทั้งมาขอพร ทั้งมากับโรงเรียน ![]() โรงเรียนที่นี่ ถ้าเด็กประถม ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบค่ะ แต่ว่าพอมัธยมแล้วต้องแต่งเครื่องแบบ ![]() ลองสังเกตุเชิงชายของแต่ละวัดนะคะ ลายจะไม่เหมือนกันค่ะ ของวัดนี้ เป็นลูกน้ำ 3 ตัว ถ้าที่นิกโก้จะเป็นรูปลิงค่ะ ![]() ภายในศาลเจ้า ก็จะมีศาลเจ้าอันย่อยๆซ้อนอยู่ข้างในอีกทีค่ะ ![]() ส่วนอันนี้ ถ้ายิ่งมาเสาเยอะเท่าไหร่ แปลว่า ความเชื่อความศรัทธาในศาลเจ้านั้นๆก็เยอะตามค่ะ << credit น้าป๋วย ![]() เหมือนเป็นตัววัดrating ![]() นี่ค่ะ พิธีแต่งงาน เห็นฮิเดโกะมั้ยคะ ??? ![]() ชุดเจ้าสาวนี่ ถามมาแล้วค่ะ เค้าบอกว่าใส่แล้วไม่สบายมากๆ เพราะว่ารัดกัน 4 ชั้น ร้อนแล้วก็กินอะไรไม่ได้ แต่ว่าสาวญ๊ปุ่น เวลาทาหน้าขาวๆแล้วเนี่ย มันผ่องจริงๆค่ะ ส่วนชุดเจ้าบ่าวนี่ หูยยยยย เท่โคตรๆ เค้าจะมีพัดเหน็บไว้ด้วยนะคะ ที่ต้องมีพัดทั้งเจ้าบ่าว-เจ้าสาวเนี่ย ก็เพราะว่าพวกขุนน้ำขุนนาง หรือบุคคลในแวดวงชั้นสูงในสมัยก่อนเนี่ย เค้าจะต้องมีพัดประจำตัว ประจำตระกูลกันค่ะ ![]() อ่า .... เดี๋ยวเราจะนั่งรถไฟต่อไปยังเมือง hase กันต่อค่ะ ตู้ไปรษณีย์ น่ารักค่ะ ![]() เค้าลากกันอย่างงี้นี่เองง ![]() นั่งเหงากันอยู่สองคนอ่ะค่ะ น่ารักดีเลยกดมา ![]() อ้าววววววว เจมส์ ... ปังคุงล่ะ ???? ![]() นี่ค่ะ ร้านโซบะ เส้นนวดด้วยมือ ตัดด้วยมือ hand-made มากๆค่ะ นวดจนบางเหมือนผ้าเลย ![]() อุลตร้าแมนนนนน มาช่วยใครแถวนี่เหรอจ๊ะ ??? ![]() เลือกกันตามใจชอบเลยนะคะ มี capuccino , royal milk tea , iced orange tea , iced lemon tea ค่ะ ![]() ที่มา hase ก็เพราะว่ามีจุดชมวิว + วัด + ศาลเจ้าเล็กๆ แต่ว่าสวยมากๆ ซ่อนอยู่ที่นี่ค่ะ โคมแดง ขนาดกระทัดรัด ![]() พ่อ-แม่-ลูก ![]() อย่างที่บอกว่าเชิงชายแต่ละวัดนั้นไม่เหมือนกันค่ะ วัดนี้เป็นวัดนิกวิทยาศาสตร์ เป็นรูปอะตอมซะด้วยยย ![]() แถววัดนี้นะคะ มีเหยี่ยวแดงเยอะมากค่ะ จะบินโฉบมาใกล้ๆ ![]() สวนญี่ปุ่น สวยงาม ตระการตา ![]() ลูกบ๊วยค่ะ ที่นี่เรียก Ume ![]() ![]() ตะเกียงโบราณค่ะ ![]() ใบไม้เปลี่ยนสี ??? นี่มันหน้าร้อนนี่หว่า ![]() เนื่องจากว่ามันเป็นหน้าร้อนนะคะ ดอกนี้เลยออกกับพรึบเลยค่ะ ดอกไฮเดรนเยีย หลากสีเลยค่ะ ไล่โทนกันสวยงาม ขาว-ม่วง-ชมพู-ฟ้า ![]() ![]() สีของดอก ขึ้นอยู่กับอุณภูมิค่ะ ![]() อันนี้ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันค่ะ เพราะว่าเดินขึ้นเขาอีกแล้วว ![]() ![]() ![]() ส่วนอันนี้ลูกอะไรไม่รู้ค่ะ หนาตาคล้ายๆบลูเบอรรี่ ![]() ![]() อันนี้ดอกอะไรไม่รู้ค่ะ แต่ว่าสีหวานมากๆ ![]() ภายในวัดนี้มีถ้ำด้วยค่ะ ข้างในจะประดิษฐานพระพุทธรูปที่สลักมาจากหินด้วยค่ะ ![]() เบลอๆ ![]() *ในถ้ำนี่ต้องเดินตัวงอนะคะ เพราะว่าเพดานนี่เตี้ยมากๆ นัดแทบคลานเอา ออกมาจากถ้ำก็จะเจอนี่เลยค่ะ ป้ายไม้ เขียนขอพร ![]() มีภาษาไทยด้วย ![]() ที่เราจะไป hiratsuka วันนี้เพราะว่า
วันนี้มีเทศกาล tanabata ประมาณว่าเป็นเทศกาลต้อนรับฤดูร้อนค่ะ คือมีปูมมาจาก เรื่องเจ้าหญิงทอหูก กับคนเลี้ยงวัว ซึ่งทุกวันที่ 7 เดือน 7 เนี่ย เจ้าหญิงจะลงมาหาชายเลี้ยงวัวที่โลกมนุษย์อ่ะค่ะ แต่ที่นัดไปมันวันที่ 6 เดือน 7 ซึ่งถ้านับตามจัทรคติ จะเป็นวันที่ 7 เดือน 7 ค่ะ รูปแบบของงานก็จะประมาณ งานวัดบ้านเราเลยค่ะ ทั้งสายไหม ช้อนปลาทอง ยิงเป้าเอาตุ๊กตา ประมาณนี้ค่ะ แต่ว่าไอ-ไล้ท์จริงๆอยู่ที่การประดับประดา ตกแต่งเมืองของเค้าค่ะ สีกระชากวิญญาณมากๆ นัดยิ่งชอบสีสดๆพวกนี้อยุ่ โหยยย แทบไม่อยากกลับ เทศกาลนี้ เค้าจะแต่งชุดยูกาตะ กันค่ะ ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย และเด็กน้อย นั่งรถไฟจาก hase ไปประมาณ 40 นาทีค่ะ รถที่เรานั้งเป็นรถไฟหงานเย็นค่ะ จอดทุกป้าย นั่งไปกับเด็กน้อยทั้งหลายที่จะไป tanabata ![]() ออกจากสถานีรถไฟมาก็เจอเลย ร้านขายน้ำหวาน ![]() คนแน่นมากๆเลยค่ะ แต่งยูกาตะแบบนี้ ถ้าแบบใส่นอนส่วนมากจะเป็นสี น้ำเงิน-ขาวค่ะ ![]() อันนี้ขายพิซซ่า ญี่ปุ่น okonomiyaki ที่จริง บ้านเรามีร้านอร่อยอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 26 ค่ะ ทางที่มันจะทะลุไปเส้นพระราม 4 ได้ ชื่อร้าน kisahashi อร่อยมากมายค่ะ ![]() ทั้งเมืองจะแต่งด้วยโคมอย่างงี้ค่ะ ![]() ![]() อันนี้แก๊งแม่และเด็กค่ะ น่ารักมากๆ ![]() กรี๊ดๆๆๆ ปังแมนอีกแล้วววว ![]() เอากันเข้าไป สีน่ะ ![]() นานๆทีจะเจอญี่ปุ่นใช้สีฉูดฉาดค่ะ ส่วนมากจะเป็นสีนิ่มๆซะมากกว่า ![]() เด็กน้อยน่ารัก เด็กญี่ปุ่นนี่น่ารักจริงๆจังๆค่ะ แก้มแดงกันหมดเลย ![]() ![]() เอ้า ... แก้ง่วงยามบ่ายยยยยย ![]() แล้วต่อด้วยเด็กน้อย ![]() ![]() แหงนหน้าขึ้นไปข้างบนก็ สีอีกแล้ววว ชอบจิงๆค่ะ ![]() เด็กนักเรียนยังไม่หมดค่ะ ![]() หมามีบุญอีก 1 ตัว ![]() ลูกใครหว่า น่ารักจัง ![]() ![]() เด็กน้อย เยอะจริงๆค่ะงานนี้ ![]() ![]() ![]() ![]() มาเป็นแก๊งแฟนฉันเลย ![]() ![]() แก๊งมัธยมก็เยอะค่ะ ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() จากที่ลองสังเกตุดูนะคะ นักเรียนมัธยมีท่นี่ ถึงประโปรงจะสั้นก็จริง แต่ โตเกียว และ ซัปโปโร สั้นกว่านี้อีกประมาณ 1 ฝ่ามือ และ หน้าตาดีกว่า สวยกว่า แรงกว่าเยอะเลยค่ะ เดี๋ยวเราจะนั่งรถด่วน เข้าโตเกียวกันแล้วนะคะ ![]() กว่าจะถึง shimbashi ก็ประมาณ 5 โมงครึ่งแล้วอ่ะค่ะ เลยเดินเล่นแถว shiodome นิดนึง ![]() ตึกที่นี่สูงมากๆเลยค่ะ เพราะว่าค่าที่นี่แพงมากมาย แต่เค้าก้มีตังที่จำทำให้มันสูงได้ด้วยอ่ะแหละค่ะ ![]() ![]() นี่ค่ะ ตึก mitsui chemical ![]() ทางเดินเชื่อมของแต่ละตึกค่ะ กว้างขวางน่าเดิน เย็นสบาย และที่สำคัญ สะอาดมากๆค่ะ ![]() นี่ค่ะโรงแรมที่พักอาศัย villa fontaine แต่ว่ามาครั้งหน้าจะไม่พักแล้วค่ะ เพราะว่าบริการของที่นี่ แอบแย่อ่ะค่ะ กระเป๋าต้องขนเอง ห้ามเช็ค-อิน ก่อนบ่ายสาม ถึงแม้ห้องจะว่างให้เช็คก็ตาม อาหารเช้า แย่ถึงแย่ที่สุด แนะนำโรมแรม royal park ที่อยู่ตรงข้ามค่ะ แพงกว่านิด แต่ว่าบริการดีกว่ามากๆค่ะ ![]() อันนี้ conrad อยู่ติดกันเลย แต่ว่าคืนละ 300 USD บ้าไปแล้ววววว ![]() สูงได้ใจจริงๆค่ะ ![]() เดี๋ยวมาต่อกับ DAY 9 นะคะ
DAY 9 ( tsukiji - ginza - narita - suwanabhumi ) japan trip ii**นี่ก็ขี้เกียจทำใหม่ ก้อบมาเลยเหมือนกัน (แปะไว้ที่บอร์ดบีเกิ้ล)
ไม่ได้รี-ไร้ท์ด้วย
ก็เผื่อว่าจะมีสำนักพิมพ์มาสนใจบ้างอ่ะน๊า... แบบว่าตอนนี้ร้อนเงิน T_T**
ต่อจากเมื่อวานเลยนะคะ
ก่อนจะเริ่ม DAY 4 เรามาย้อนกลับไปนิดนึงที่ DAY 3 กันซักหน่อยค่ะ แบบว่าลืม เนื่องจากตอนที่นัดไป เป็นหน้าร้อนพอดีค่ะ ตอนกลางคืนจึงมีการจุดพลุ ฉลองรับหน้าร้อนกัน ติดต่อกันประมาณ เกือบ 1 เดือนค่ะ จะจุดทุกคืน เวลา 2 ทุ่ม 45 ถึง 3 ทุ่ม 15 ค่ะ จะจุดกันในทะเลสาบเลยค่ะ คือจะมีเรือลอยออกไปจุดในน้ำกันเลย นับแล้วก็ประมาณร้อยกว่าลูกได้ สวยมากๆค่ะ แต่รูปที่สวยๆ มีอยู่ไม่ถึงสามอันเลยค่ะ ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไปอ่ะค่ะ มันเลยเบลอๆ ![]() ![]() ![]() ![]() ต่อกันที่ DAY 4 กันเลยค่ะ ( lake TOYA - Sapporo) เดินทางกันโดยรสบัส จากเรียวกัง ไปยังบัส สเตชั่น (หรือหมอชิต นั่นเอง ) ที่ ซัปโปโรท้าวความนิดนึงค่ะ ว่าซัปโปโรก็เมืองเมืองหลวงของเกาะฮอคไกโด ก็ประมาณเชียงใหม่บ้านเรา แต่ว่า ทันสมัยมากๆ มีระบบขนส่งดีพอๆกับในโตเกียวเลยค่ะ อีกอย่าง ค่าครองชีพที่นี่ก็ถูกกว่าโตเกียวด้วย ก่อนรถจะออก แจกของขบเคี้ยวก่อนนะคะ จะได้ไม่ง่วง ![]() ![]() เป็นเวเฟอร์ ช็อคโกแล็ตค่ะ อร่อยดี ![]() ตรงบัส สเตชั่น จะเป็นหมู่ตึกใหญ่เลยค่ะ คือ JR tower เชื่อมรวมกันหมดเลย ทั้งรถเมล์ รถไฟ รถใต้ดิน taxi มีหมดเลยค่ะ รวมทั้งช้อปปิ้งมอล ของทั้ง JR เอง และ ห้างชั้นนำทั้งหลายค่ะ ทั้ง Daimaru ฝั้งตรงข้ามมี Seibu และก็ Loft ( loft ที่นี่ ใหญ่มากๆค่ะ คล้ายเป็นยานแม่ของ loft ไทย) ที่ค่ะ ทางขึ้นอันใหม่ของ JR tower คล้ายๆ pyramid แก้งที่ ลูฟท์ มั้ยคะ ??? ![]() วันนี้ก็เดินเที่ยว ซัปโปโรกันค่ะ ก็จะมีตึกรัฐสภาเก่า พิพิธภัณฑ์ ประมาณนี้ค่ะ แต่ว่าต้องเสียค่าเข้าชม และไม่ให้ถ่ายรูปข้างใน ดังนั้นเราจึงไม่เข้าไปข้างในค่ะ ดูข้างนอกอย่างเดียว ส่วนรูปที่ถ่ายมาก็เบลอๆอ่ะค่ะ พอเดินไปอีกซักพัก เริ่มหิวค่ะ เลยแวะชั้นใต้ดินที่ห้างไดมารู สาขาบ้านเรา เจ๊งไปนานมากเลย ถือเป็นห้างที่นัดชอบมากๆค่ะ พอได้ไปเดินที่ไดมารูที่นี่ โอ้....คิดถึงมากมาย ที่นี่เค้าขายของกันน่ารักมากๆนะคะ เพราะว่าทริปที่ไปนี้ ตั้งใจว่าจะไปซื้อร่มค่ะ เพราะว่าร่มบ้านเรานั้น ไม่ค่อยสวยเลย แต่ร่มญี่ปุ่น นี่ถือว่าสุดยอดเลยเรื่องความงาม พอแวะเข้าไปในไดมารูเท่านั้นแหละค่ะ เจอซํมเมอร์ เซล (อีกอย่างที่นี่ เวลาเซลล์ เค้าลดกันจริงๆค่ะ ไม่หยุมหยิมเหมือนบ้านเรา ลดที เหมือนเสียไม่ได้) เลยไปสอยร่มเซลล์มาค่ะ ได้ ร่ม Yves Saint Laurent มาค่ะ ในราคาน่าตกใจ 5000 เยนเท่านั้น ทำไมบ้านเราขายตั้ง 8000 หว่า ผ้าเช็ดหน้าที่นี่ก็ถูกมากๆเหมือนกันค่ะ พวก anna sui นี่เหลือผืนละ 300 กว่าเยนเอง ลงไปสำรวจชั้นล่างบ้างค่ะ เดปาจิกะ ที่นี่ของเริ่ดอลังการมาก.... แอบเห็นทุเรียนไทยมาโก อินเตอร์ที่นี่ด้วยค่ะ แต่ว่าราคาอย่างโหดเลย ส่วนแตงโม อ้ายยยยยยยยย 6000 เยน บ้าไปแล้วววววว มองเลยไปหาเค้กดีกว่าค่ะ ย่อมเยากว่าเยอะ ด้วยความหิว ซัดมา 2 เลย ![]() short cake ผลไม้รวม ![]() เค้กช็อกโกมูส นุ่มมากๆค่ะ ![]() อ่า ที่ซัปโปโรนี้นะคะ ร้านสะดวกซื้อที่มีเยอะที่สุดคือ LAWSON ค่ะ ลองแวะเข้าไปซะหน่อยยยย ก็ได้ขนมแปลกๆติดมือกลับมาค่ะ อันนี้เป็นคิดแคท รสเมลอน ที่มีขายเฉพาะในฮอคไกโดเท่านั้นค่ะ ![]() ส่วนอันนี้ แค่อยากกินเฉยๆ ![]() ส่วนอันนี้เป็นรูปจากในห้องน้ำค่ะ คือแบบว่ามันกระแทกใจมากมาย อันนี้ที่ห้างไดมารูนะคะ คือผู้หญิงญี่ปุ่นเนี่ย เวลาเข้าห้องน้ำอ่ะค่ะ เค้าก็จะอายเวลาทำเสียงดัง สมัยก่อนเนี่ย เค้าก็จะกลบเสียงดังนั้นด้วยการกดน้ำ ซึ่งนักวิชาการเนี่ย ก็ออกมาบอกว่ามันเป็นการเปลืองน้ำ โดยใช่เหตุ ดังนั้น บริษัท สุขภัณฑ์ จึงคิดนวัตกรรมใหม่ออกมาค่ะ เป็นปุ่ม flushing sound เป็นเสียงกดน้ำ ติดไว้ให้แทน ช่างคิดนะคะเนี่ยยยยย ![]() โถสุขภัณฑ์อย่างนี้บ้านเรานำเข้ามาแล้วค่ะ สนนราคาก็ 80000 กว่าบาททททท ว้ากกกกกกกก อย่างที่บอกนะคะว่าค่าครองชีพที่นี่ถูกกว่าโตเกียว ก็ถูกว่าพอสมควรเลยค่ะ เห็นได้ชัดจากราคาเค้ก อย่างสตอเบอรรี่ ช้อท เค้ก อันแรกที่ซื้อที่กินซ่า ชั้นนั้น 500 กว่าเยน ส่วนช้อทเค้กผลไม้รวมของที่นี่นะคะ ชิ้นก็ใหญ่กว่า แต่ราคาแค่ 315 เยน เท่านั้นเองค่ะ เอาตั้งนัดคืนม๊า........แล้วที่บอกว่าขายของกันน่ารักอ่ะค่ะ ก็คืออย่างเวลาเราซื้อร่มใช่มั้ยคะ ก่อนจะคิดเงิน คุณป้าก็จะกางร่มออกมาหาตำหนิให้เราก่อน เช็คดูว่าของดีรึป่าว จนแน่ใจ ถึงคิดเงินค่ะ ทั้งๆที่ตอนที่ซื้อนี่ ของเซลล์นะคะ กองไว้ในกระบะให้คุ้ยเองตามใจชอบเลยค่ะ ประทับใจมากๆ นี่ค่ะข้าวเย็นของวันที่ 4 มาซัปโปโรทั้งที ต้องมี sea food ค่ะ ร้านนี้เจ้าถิ่งแนะนำมา หาไม่ยากเลยค่ะ ร้านอยู่ตรงข้ามโรงแรม sapporo grand ราคาก็กลางๆค่ะ ไม่แพงเกินไป ![]() เลือกเครื่องดื่มกันก่อนเลยค่ะ ![]() อันนี้ sapporo classic lager นะคะ รสชาตื ถือว่าจี๊ดจ๊าดค่ะ รสจัด ![]() สำหรับ alcohal free ค่ะ ชาเขียวเย็นๆ รับหน้าร้อนนนน ![]() อันนี้กับแกล้ม ![]() ออเดิร์ฟกันก่อนเลยค่ะ หอยนางรม ชุบแป้งทอดดดดด ช่วงนี้เป็นหน้าของหอยนางรมด้วยค่ะ ไปไหนก็จะมีแต่เมนูหอยทั้งน้านนนน ![]() เมน คอร์ส เราจะเป็นซูชิ หน้ารวมเซ็ทใหญ่ค่ะ ![]() หอยโฮตาเตะค่ะ สดมากก สบายใจได้ ![]() อันนี้ของโปรดนัดเลย กุ้งหวาน (AMAEBI) ![]() หวานมากๆค่ะ เหมือนละลายในปากกกก ![]() ตบท้ายด้วย temagi ค่ะ ข้าวห่อสาหร่าย ไส้ทูน่า ![]() และของหวานเป็นเยลลี่ผลไม้รวม อีกแล้ว ![]() จบวันที่ 4 แล้วค่ะ DAY 5 ( furano - biei ) คำเตือน .. เซ็ทนี้ สีสดนะคะ ระวังแสบตา สองเมืองนี้ นัดไปกับทัวร์ค่ะ คือซื้อเป็น one day trip ก็ไปจอยกับคนอื่นๆ furano เป็นเมืองเกษตกรรมค่ะ คือจะเน้นปลูกข้าว ผัก ผลไม้ และ ดอกไม้ ไฮ-ไล้ท์ ก็อยู่ที่ farm tomita ค่ะ คือแต่ก่อนเนี่ยเมืองฟูราโนะ ไม่มีที่ท่องเที่ยวเลยค่ะ ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวเลย แต่ว่าก็มีคุณลุงดทมิตะเนี่ยล่ะค่ะ ที่แกมาทำสวนที่นี่ ลองเอาลาเวนเดอร์มาปลูก เอาทิวลิปมาปลูก แปลรูปลาเวนเดอร์เป็นเครื่องหอม เป็นสารพัดอย่าง รวมทั้ง soft cream แกก็ขยายฟาร์มของแกเรื่อยมา จนเปิดเป็น farm ท่องเที่ยวเป็นแห่งแรกของเมืองนี้ ทีนี้ก็ บูม มากเลยค่ะ เพราะว่าฟาร์มของแก ดอกไม้สวยมากๆค่ะ ยิ่งฤดูทิวลิปแล้วเนี่ย น้องๆฮอลแลนด์เลย ส่วนตอนที่นัดไปเป็นช่วงของลาเวนเดอร์ค่ะ ถ้าไปซักเดือนเมษา-พฤษภา ก็จะเป็นทิวลิปค่ะ เราก็มาขึ้นรสทัวร์กันที่บัส สเตชั่นค่ะ ![]() ทัวร์นี้เป็นทัวร์ นานาชาตินะคะ ก็คือจะมีทั้งภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลี และ อังกฤษ ค่ะ คือแจกหูฟังให้คนละอันค่ะ ระหว่างทางก็จะเป็น พวกต้นหอม หัวหอม และ ข้าวค่ะ ![]() ![]() ![]() นี่ค่ะ มีแผนที่ฟาร์มโทมิตะ แจกคนละอันค่ะ ![]() วันนี้อากาศสดใส เป็นใจมากๆค่ะ ฟ้าใสปิ๊งเลย ![]() ดอกไม้ริมทางงงงงง ![]() ต้นนี้คล้ายๆหงอนไก่บ้านเราค่ะ ![]() เงยหน้าขึ้นไปก็ ลูกอะไรก็ไม่รู้ค่ะ ![]() หันขวาไปก็ แถ่นแท้นนนน ทุ่งลาเวนเดอร์ค่ะ ม๊วงม่วงงงง ![]() ![]() ![]() ![]() ข้างในฟาร์มก็จะมีร้านค้าพวกดอกไม้แห้ง อะโรม่า เครื่องหอมต่างๆค่ะ ย้ำว่าทุกอย่างเป็นลาเวนเดอร์ ![]() ข้างในก็มีจัดซู้มดอกไม้แห้งให้มาถ่ายรูปได้ด้วยค่ะ ![]() คือร้านค้าแถวนี้ ส่วนมาก ถ่ายรูปได้ค่ะ ห้ามอยู่แค่ 2 อย่าง คือห้ามสูบบุหรี่ กับ เอา soft cream มากินข้างใน ![]() ![]() ของเค้าก็น่ารักดีค่ะ กระจุ๊ก กระจิ๊ก ![]() ![]() ![]() ![]()
ออกจากร้านเครื่องหอมมาก็จะเจอร้านที่อยู่ข้างๆกันเล ยค่ะ
soft cream รส ลาเวนเดอร์ ... ![]() เค้ามีรสนมด้วยค่ะ แต่ว่ารสลาเวนเดอร์นี่ ถือว่าถ้ามาแล้วไม่ได้กิน ถือว่ามาไม่ถึงค่ะ ราคาอันละ 250 เยน จะเลือกแบบผสมกันก็ได้นะคะ แต่แนะนำว่า ลาเวนเดอร์เพียวๆ อร่อยสะใจมากค่ะ ![]() เนื่องจากลาเวนเดอร์เป็นพืชตระกูลมิ้นท์ รสชาติมันก็จะเย็นๆเมนทอลค่ะ นี่ค่ะ น้ำลาเวนเดอร์ ซ่าๆ คล้ายแฟนต้าค่ะ แต่ว่ารสชาติเจือจางกว่า เท่านั้นเอง อันนี้เป็นน้ำแบบที่ปังคุงเคยเปิดแล้วเปิดไม่ได้อ่ะค ่ะ นัดก็เปิดไม่ได้เหมือนกัน ฝาแข็งโคตร คือต้องเอามืออ่ะค่ะ กดฝาลงไป จนจุกข้างในทะลุลงไปอ่ะค่ะ สุดท้ายต้องให้คุณป้าเจ้าของร้านเปิดให้ ![]() อันนี้คือต้อง ivy นะคะ สวยมากเลยค่ะ ยิ่งเวลาเลื้อยเต็มกำแพง แต่ ห้ามปลูกกันที่บ้านเด็ดขาด เพราะว่า ivy มียางค่ะ ซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์ ดังนั้นเค้าจึ้งเรียกกันว่า poison ivy ![]() ส่วนอันนี้ลูกอะไรก็ไม่รู้อีกแล้ว คล้ายๆตะขบ+ลูกหว้า ![]() น้องหมาพันธุ์อะไรเอ่ยยยยย มีบุญจัง ได้มาเที่ยวด้วย ![]() ![]() ระหว่างนั่งพักค่ะ ก็หาอะไรมากระแทกปากกันหน่อยดีกว่า ชูครีม เมลอน ![]() ล้างปากด้วยเมลอน สดๆจาก tomita farm ![]() อันนี้แค่เมลอนธรรมดาค่ะ ราคาตกลูกละ 3500 เยน แต่ว่าถ้าเป็น musk melon ที่เป็นสีเขียวๆอ่ะค่ะ อันนี้นี่ถือว่าเป็นราชาของผลไม้แดนปลาดิบเลยนะคะ คนญี่ปุ่นนิยมซื้อเป็นของฝาก และ ของเยี่ยมไข้ ส่วนราคา ก็แต่เบาะๆ อย่างต่ำ เริ่มที่ ลูกละ 8000 เยน ~ 3000กว่าบาทเท่านั้นเอ๊งงงง ต่อจากฟาร์มโทมิตะ เราจะไปต่อที่อีกฟาร์มนึงค่ะ แต่ว่าฟาร์มนี้ดอกไม้มันไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ค่ะ เลยไม่มีรูปดอกไม้เลย มีแต่รูปบ้าๆอย่างงี้ ![]() ![]() ![]() และอย่างงี้ ![]() ระหว่างนั่งรถจะไป biei นะคะ มากินขนมกันดีกว่า ![]() ![]() ![]() ![]() และอีกหลายลาย ![]() ส่วนเมือง biei (อ่านว่าบิเอะ) ก็ไม่มีอะไรค่ะ แค่เป็นเมืองเล็กๆน่ารัก เหมือนบ้านตุ๊กตา ประกอบกับคุณไก้ด์รีบ เพราะว่าต้องไปส่งกะรสบัสต่อ เลยไม่จอดให้ลงค่ะ เลยได้มาแค่ 1 รูปเท่านั้น กับต้นไม้เหงาๆ ![]() ต้นนี้นิยมปลูกข้างทางค่ะ แล้วแถบนี้ก็นิยมมาถ่ายโฆษณากันด้วย พวกบุหรี่ seven stars อ่ะค่ะ พอกลับมาถึง ซัปโปโรก็มืดแล้วค่ะ ![]() ![]() อีกอย่างที่พลาดไม่ได้ของซัปโปโรคือ อาหารเมนู เจง กิส ข่าน กับเบียร์ ฮอลล์ เจง กิส ข่าน ก็คือคล้ายๆกับหมูกระทะอ่ะค่ะ แต่ว่าเปลี่ยนจากหมูไปเป็นแกะ แต่ว่าเค้าทำเนื้อแกะดีมากค่ะ ไม่มีเหม็น ไม่มีคาวเลย แต่ว่าลืมถ่ายรูปอ่คะ มัวแต่ปลื้มกับคุณพี่คนรับออร์เดอร์อยู่ .... หล่อเป็นบ้าเลย จบวันที่ 5 แล้วนะคะ
DAY 6 ( Otaru )
ต่อกันเลยนะคะ วันนี้เราจะนั่งรถไฟไปเมืองโอตารุค่ะ เมืองเล็กๆ ที่ดีงเรื่อง music box อยู่เลียบชายทะเล บรรยากาศ โรแมนติกมากๆค่ะ รถไฟที่เราจะนั่งไปวันนี้ ![]() แม่จ๋า .. หนูเมื่อย ![]() ร้านขาย music box ค่ะ จะสั่งทำก็ยังได้ ราคาก็ไล่ไปเลยตั้งแต่ถูกพอรับได้ จนถึง แพงเว่อ ร้านนี้เค้าเอาโกดังเก่ามารีเมคใหม่เป็นร้านของเค้าค ่ะ ดังสุดแล้วในเมืองนี้ แต่ หลุดเข้าไป นึกว่าอยู่ในเซี่งไฮ้ ภาษาจีน สปีคกันไฟแล่บบ ![]() บรรยากาศในร้านค่ะ ![]() ![]() ![]() ลองสังเกตนมพี่หมีดูนะคะ อึ๋มโคตร ![]() อันนี้เป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ของร้านเค้าค่ะ ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ซูมเข้าไปข้างในหน่อยยย ![]() ส่วนอันนี้เปฌนร้านเดียวกันค่ะ แต่ว่าแยกคนละตึก ตึกนี้จะขายพวก music ที่เป็นตัวการ์ตูน และพวกของคิกขุทั้งหลาย ดินสอ สมุก ปากกา พวงกุญแจ เริ่มกันที่เจ้าถิ่นเลยค่ะ คิดตตี้จัง อันนี้เป็นนโยบายของทางภาครัฐว่า ให้ทำคิดตี้จังของแต่ละท้องที่ ที่ใส่ความเป็นท้องถิ่นนั้นๆลงไปค่ะ เช่น โทมิตะฟาร์ม ดังเรื่องลาเวนเดอร์ โทมิตะฟาร์มมีคิดตตี้จังสีม่วง ที่นาโกย่า ดังเรื่องไข่ดำ ก็มีคิดตตี้จัง เวอร์ชั่น ไข่ดำ ![]() snoopy the beagle ![]() กระต่ายน้อย มิฟฟี่ อันนี้อยู่ในหนังสือเรียนเด็กอนุบาลค่ะ ส่วนวิชาสุขศึกษาจะเป็นการ์ตูน อันปังแมน ![]() ส่วนนี้ สัญลักษณ์ชองเมืองค่ะ ตัวทานูกิ ![]() สัญลักษณ์อีกอย่างของเมืองคือ นกฮูกค่ะ ชาวเมืองเชื่อว่า นกฮูกเป็นสัญลักษณ์ของวความรู้ค่ะ เนื่องจากโอตารุเป็นเมืองเล็กๆนะคะ เดินทางแค่ประมาณ 40 นาทีโดยรถไฟ จากซัปโปโรก็ถึง เดี๋ยวเราก็จะกลับ ซัปโปโร เพื่อไปทานข้าวกลางวัน และเตรียมตัวเดินทางด้วยรถไฟ (ตู้นอน เที่ยวพิเศษ) กลับโตเกียว กันค่ะ ![]() จบ DAY 6 แล้วค่ะ เจอกันภาค 3 DAY 7 , 8 , 9 สวัสดีค่ะ
japan trip iเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ กับ DAY 1 (สุวรรณภูมิ-นาริตะ)
เกริ่นก่อนนิดหน่อย นาริตะนี่เป็นสนามบินใหม่แห่งที่สองนะคะ คืออันแรกเนี่ย ฮาเนดะ ก็ประมาณดอนเมืองบ้านเรา นาริตะเนี่ยก็สุวรรณภูมิ อยู่ที่จังหวัดชิบะค่ะ เริ่มแรก check-in กันก่อนเลย ช่อง royal silk จะคนน้อยค่ะ เลยขอใช้บัตรทองของ star alliance ซะหน่อย ช่อง check-in ธรรมดาตอน 3ทุ่มนี่คนแน่นเหลือใจจริงๆ ![]() คราวนี้ตั๋วฟรีค่ะ เพราะว่าแลกไมล์เอา เย้ๆ ก่อนจะขึ้นเครื่องก็อีกนาน ไปนั่งเล่นใน lounge กันดีกว่าค่ะ เหล้ายา-ปลาปิ้ง อุดมสมบูรณ์ ดีเหลือเกินค่ะ ที่สำคัญ ห้องน้ำคนน้อยดีค่ะ สะอาดด้วย ![]() อาหารเช้าบนเครื่องค่ะ ![]() มีให้เลือกระหว่างหมี่ผัด กับ omlett ![]() นัดเลือก ออมเล็ตค่ะ ข้างในเหมือนอ้วกเด็ก T_T มองออกไปนอกหน้าต่างกันหน่อยค่ะ ข้างบนอากาศดีมากมาย ![]() ![]() ก่อนจะลงนะคะ ก็มีคุณแอร์ญี่ปุ่นสุดสวยมากแจกใบ imigration กันก่อนนนนนน เกิบเข้าไม่ได้แน่ะค่ะ เพราะว่ามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในปาก เหอๆๆ ![]() ![]() อะห้า....ถึง นาริตะแล้วค่ะ อากาศไม่ค่อยดี ฝนตกปรอยๆ ![]() ตอนนี้เป็นหน้าร้อนเค้าน่ะค่ะ หญ้าเขียวขจี.... ![]() ลืมไปนิดหน่อยค่ะ ว่าจังหวัดชิบะนี่ก็ประมาณ สมุทรปราการ or ปทุมธาณีบ้านเราอ่ะค่ะ จากสนามบินนาริตะ จะเข้าโตเกียวก็สามารถใช้รถบัส รถไฟ taxi ได้หมดเลยค่ะ แต่ว่าคราวนี้ใช้รถบัส เพราะว่ามีประเป๋าเดินทางใบใหญ่ จะใช้รถไฟคงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ค่ะ ส่วน taxi นั้น ตัดทิ้งไปได้เลย เพราะว่าค่าโดยสาร แพงโคตรๆ ส่วนค่าโดยสารรถบัสก็ตกคนละประมาณ 3000 Y ก็ประมาณ 1000 กว่าๆบาทค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เกือบ 2 ชั่วโมงค่ะ จอดส่งตามป้ายที่โรงแรมต่างๆ เป็นย่านๆไปค่ะ เราจะเข้าสู่ DAY 2 กันเลยนะคะ DAY 2 ( กินซ่า ) ย่านที่พักในคืนนี้คือย่าน shiodome เป็นย่านใหม่ของ โตเกียวนะคะ คือเป็นย่านออฟฟิศ-ช้อปปิ้ง ทันสมัยมากกกกก เป็นรู)แบบของเมืองในอนาคตค่ะ จะมีทางเดินเชื่อมกันจากตึกนึงไปอีกตึกนึง คือเวลาเดินนี่สะดวกสะบายมากค่ะ ไม่ต้องข้ามถนน เพราะว่ามีทางเดินลอยฟ้าอยู่ แล้วก็ เดินปีกประมาณ 10 นาที ก็ถึงกินซ่าแล้วค่ะ ซึ่งย่านนี้ จะถูกกว่ากินซ่าค่ะ กินซ่านั้นแพงมากกกกกกกกกก กินซ่านี่ถือเป็นย่านช้อปปิ้งของคุณป้าญี่ปุ่น ไฮโซทั้งหลายค่ะ มีร้านแบรนด์เนม ครบเกือบทุกยี่ห้อเลย เวลาเดินนี่ก็จะเจอแต่ทึกคนถือ หลุยส์ แอร์เมส ชาแนล กุชชี่ ปราด้า ทั้งนั้นเลยค่ะ ตระการตามาก ข้าวเที่ยวของวันนี้เป็น tendon ค่ะ ก็คือข้าวหน้าเทมปุระค่ะ หิวจนตาลาย จนลืมถ่ายรูปมาฝาก ร้านนี้หาไม่ยากเลยค่ะ อยู่บนถนนกินซ่า ชื่อตึก ginza tenguni ที่ตระการตากว่านั้นคือ ชั้นใต้ดินของห้าง mitsugoshi ค่ะ เพราะว่าชั้นล่างจะเป็นชั้นของ supper market หรือที่นี่เรียกว่า เดปาจิกะ ศูนย์รวมแห่งร้านอร่อยอยู่ที่นี่ค่ะ เพราะว่าห้าง mitsugoshi นี่ถือว่าเป็นห้างระดับ hi-end ค่ะ เป็นห้างหรูที่เก่าแก่ที่สุด อยู่ตรงสี่แยกที่เรียกว่า giinza 4-chome ค่ะ อันนี้ร้านเจ้าประจะ มากี่ที ก็ต้องกินค่ะ ชื่อร้าน il pinolo ลงบันไดเลื่อนมาปุ๊บอยู่ขวามือเลยค่ะ ราคาประมาณเฉลี่ย ชิ้นละ 450-550 Y ค่ะ ![]() อันนี้อีกร้านนึง ชื่อ giotto strawberry short cake ตระการตามากกกกกก แต่ราคาแอบแพงกว่าร้านแรก หน่อยนึง ![]() มาดูกันค่ะ อันนี้ของ il pinolo มี grapefruit yelly กับ mille fuille ![]() ![]() ส่วนอันนี้ของร้าน giotto ค่ะ มี strawberry short cake กับ อะไรไม่รู้อีกหนึ่งอัน strawberry short cake ตั้ง 565 Y ว้ากกกกกกกกก แต่ยอม เพราะว่าอร่อยมากกกกกกก ![]() ![]() แล้วก็แวะร้านสะดวกซื้อค่ะ ซื้อเยลลี่เชอรรี่มาค่ะ คือฤดูนี้เป็นฤดูของผลไม้เลยค่ะ เชอรรี่นี่ ออกมาช่วงนี้เยอะมากกก อีกอย่างราคาไม่แพงค่ะ เยลลี่พวกนี่พอไปขายที่เมืองไทยเเล้ว แพงจนกินแล้วไม่อร่อยเลยค่ะ ![]() ![]() ![]() แก้เลี่ยนด้วยน้ำมะนาวซะหน่อยนะคะ ![]() ลืมบอกไปค่ะ ช่วงนี้อุณภูมิที่โตเกียวก็ประมาณ 28 c ร้อนนิดหน่อยค่ะ
DAY 3 (โตเกียว-ฮอคไกโด)
ลืมบอกไปอีกอย่าง ของดีของ ฮอกไกโดคือพวกอาหารทะเลค่ะ ยิ่งพวกปูทาระบะนี่ ชั้นดีเลยค่ะสำหรับของฝาก
เอ้า ลูกทัวร์ขึ้นรถกันครบยังคะ ....
หลังจากกินข้าวเสร็จนะคะ เราจะไปแช่ออนเซ็นกันค่ะ
ปล. นี่เป็นเวอร์ชั่นที่ทำลงในบอร์ดบีเกิ้ลอ่ะนะ ขี้เกียจทำใหม่ เลยก้อบมาเลย 5월 13일 บุญชู สระอู ย้านนนนนนน ยานก็ได้ไปดูมาแล้วอ่ะนะ บุญชู
ตลกมากมาย ฮาสาด...
แต่ที่ไม่คาดฝันมากๆคือ
การที่ได้เจอ idol หนึ่งเดียวในดวงใจคนนี้
"อุดม แต้พานิช"
ปลื้มมากมาย เฮียแกน่ารักน่าหยิกจริงๆอ่ะ
เลยกอดไปโฮกใหญ่ๆ 1 ที
ไม่ถือว่าลวนลามละกันนะ
ถ่ายรูปคู่กันด้วย
เสียดายลืมเอากล้องไป เลยต้องถ่ายกับมือถือ
คุณภาพของภาพ ... คมชัดกว่านี้จะได้มั้ย ???
แอบเซ็ง นิดนึง
แต่ว่าแค่ได้เจอพี่โน้ส แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าบัตรมากมายแล้วจริงๆ
บอกได้เลยว่า
ประทับจิตมากค่ะ ... 4월 15일 always : sunset on third street ...Sora ni akaku tokete yuku taiyou hito mo machi mo somete
ดูแล้วซึ้งใจ น้ำตาไหลพรากกกกกก .... ไม่ได้เศร้า แต่ว่าอิ่มเอม อยากบอก yamazaki san ผู้กำกับว่า นายเจ๋งมากเลยว่ะ !! เมื่อไหร่เมืองไทยจะมีหนังดีๆอย่างงี้บ้างนะ ???
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|